เสรีภาพของประชาชน

              “เสรีภาพของประชาชน” รากฐานของการสื่อสารมวลชน

              ด้วยพระราชทัศนะทางการเมืองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏเด่นชัดดังผลการวิเคราะห์ข้างต้น ทรงเป็น “ธรรมราชา” ที่ทรงยึด “ประชาชน” เป็นฐานการคิดหลัก พระองค์ทรงคิดขึ้นใหม่ให้สอดรับกับบริบทของสยามประเทศในขณะนั้น นับเป็นหัวใจสำคัญยิ่งของการสร้างชีวิตของการสื่อสารมวลชนขึ้น สื่อสารมวลชนหลักในรัชสมัยพระองค์ก็คือ หนังสือพิมพ์ ได้โลดแล่นเป็นสื่อหลักของการสื่อสารการเมือง และสื่อภาพยนตร์ได้ช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้คนในยุคนั้นด้วยรากฐานความเป็นวิชาชีพอันแท้จริง อันเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรัชญาและหลักคิดอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นคือ “เสรีภาพของประชาชน” รากฐานของการสื่อสารมวลชน มีแก่นสาระสำคัญหมายถึง เสรีภาพในตัวบุคคล หลักความยุติธรรม การเปลี่ยนแปลงแบบไม่เสียเลือดเนื้อ และการคืนอำนาจปกครองสู่ประชาชน

              แก่นสาระแรก คือ เสรีภาพในตัวบุคคล ตลอดรัชสมัยของพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยึดหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลมาตั้งแต่แรกเริ่ม ประชาชนในแผ่นดินของพระองค์มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการพิมพ์และเผยแพร่ข่าวสาร เสรีภาพในการศึกษาหาความรู้ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ และในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 พระองค์ทรงบ่งชี้หลักการสำคัญแห่งเสรีภาพในตัวบุคคล คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทรงยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา 9 ข้อ โดยข้อที่ 3 ทรงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามมาตรา 14 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 บัญญัติให้เสรีภาพในการพูด การเขียน การโฆษณา เนื่องจากรัฐบาลสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่พูดอะไรไม่เป็นที่พอใจและคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอย่างรุนแรง เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปรียบเทียบว่า “ครั้งก่อนมีรัฐธรรมนูญ” ทรงหมายถึงในสมัยพระองค์ทรงปกครองด้วยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หนังสือพิมพ์ยังมีเสรีภาพมากกว่าช่วงเวลาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ดังความระบุว่า

              ... ตามที่เป็นมาแล้ว หนังสือพิมพ์ที่จะพูดอะไรไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลก็ถูกปิด และหนังสือพิมพ์ที่คัดค้านนโยบายของรัฐบาลก็ต้องล้มเลิก เช่น หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ เป็นต้น ต้องไปขออนุญาตให้หนังสือพิมพ์ออกความเห็นได้จริงๆและให้ติชมนโยบายของรัฐบาลได้จริง และถูกปิดได้ต่อเมื่อยุยงให้เกิดการจลาจลอย่างชัดๆ เท่านั้น เมื่อครั้งก่อนมีรัฐธรรมนูญหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอันมาก ...
[กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ (พระนคร : โรงพิมพ์ท่าพระจันทร์, 2478),ไม่มีเลขหน้า]
                 
              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสนอหลักการสำคัญแห่งเสรีภาพในตัวบุคคลอีกประการหนึ่ง ทรงระบุไว้อย่างชัดเจนและทรงเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่ง คือ “มีความเสรีภาพในการเมือง” ครอบคลุมถึงให้ประชาชนได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศ และนโยบายต่างๆ อันเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อมีโอกาสแสดงความคิดเห็นสะท้อนความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง พระองค์ทรงมีความศรัทธาเลื่อมใสในวิธีการดังกล่าวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว พร้อมทั้งค้นหาวิธีการจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปแบบข้างต้น ทรงมุ่งเน้นว่า “โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง” ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระองค์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ใจความตอนหนึ่งว่า

              ... เพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่างๆ อันเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปนั้นโดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง ...

              ... แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง ...
              ... ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า .. (พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477)

              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และมีความศรัทธาเลื่อมใสในการนำหลักการประชาธิปไตยสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งให้ประชาชนได้มีสิทธิออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่างๆ อันเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป และต้องฟังความคิดเห็นของประชาชน นับเป็นวิถีทางแห่งประชาธิปไตยที่เรียกว่า มติมหาชน (public opinion) โดยเฉพาะพระองค์ทรงมีพระขัตติยมานะอย่างแรงกล้าต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติ (referendum) เป็นวิธีการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิแสดงซึ่งเจตนาของตน ปกติมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดมาตราหนึ่ง พระองค์ทรงระบุว่า “ขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง เพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน” ดังความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระองค์ ความว่า

              ... เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริงเพื่อให้เป็นที่พอใจแกประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานั้นก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียง ก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและนโยบายอันสำคัญ มีผลเสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม .. (พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477)

              แก่นสาระที่สอง คือ หลักความยุติธรรม ตามความหมาย “เสรีภาพของประชาชน” กินความถึงเสรีภาพในตัวบุคคล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้เพิ่มเติมหลักความยุติธรรม เพื่อให้ความหมายของเสรีภาพของประชาชนสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น ทรงหมายถึง ความเสมอภาคทั่วหน้ากันทางการเมืองของประชาชนทั้งในด้านการออกเสียงเลือกตั้งและการสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งต่างๆที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศ รวมทั้งให้โอกาสต่อสู้คดีในศาลแม้ในกรณีที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่าทำความผิดทางการเมือง

              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะนำหลักความยุติธรรมเพื่อต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนามีการกระจายการเลือกแต่งตั้งสมาชิกสภา ประเภทที่ 2 อย่างเสมอภาคทั่วหน้ากัน มิใช่เลือกเฉพาะแต่พวกพ้องของตนเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถ แต่รัฐบาลชุดดังกล่าวก็มิได้ยอมปฏิบัติตามคำร้องขอของพระองค์ และคณะรัฐบาลข้างต้นได้เพิ่มระดับความรุนแรงที่พระองค์ทรงเรียกว่า “ในทางที่ยุติธรรมของโลก” คือ ไม่ให้โอกาสแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางการเมืองได้ต่อสู้คดีในศาล รัฐบาลได้ชำระคดีโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย เป็นวิธีการที่พระองค์ไม่เคยใช้เมื่ออำนาจอันสิทธิขาดยังอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระองค์ ความตอนหนึ่งว่า

              ... จากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆนั้นจะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการและผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราวแสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการจะไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎรเลยฉบับถาวร ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตามคำร้องขอของข้าพเจ้าแต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเข้ามากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง 1 การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้นจะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงานและชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วไปไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใดเพื่อจะได้ช่วยเหลือนำนำทางให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ

              ... นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือ ไม่ให้โอกาสต่อสู้กันในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาดยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม ... (พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477)

              แก่นสาระที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ สยามประเทศมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึงในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ระหว่าง พ.ศ.2468 ถึง พ.ศ.2475 เมื่อกาลสมัยของโลกมีการเปลี่ยนแปลงสู่กระแสประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล็งเห็นและมีสายพระเนตรอันยาวไกล ที่จะทรงจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามสู่ระบอบประชาธิปไตยตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการทรงปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินแบบปฏิวัติ “พลิกแผ่นดิน” ได้โดยเรียบร้อยปราศจากการจลาจล หรือ ไม่เสียเลือดเนื้อ มิได้ทรงใช้ความรุนแรง แต่ทรงใช้สันติธรรม ดังผลการวิเคราะห์ความเป็น “ธรรมราชา” หลักคิดสำคัญของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตอนต้นของบทที่ 2

              แนววิธีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ยิ่งได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นมากยิ่งขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอรรถาธิบายอย่างแจ้งชัดว่า ทรงมีพระราชดำริจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศให้เป็นไปตามรูปแบบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเหมือนนานาประเทศทั้งหลาย โดยทรงให้ความสำคัญและทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งยวดต่อประเด็นที่พระองค์ทรงเรียกว่า “มิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง”  “เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ” และ “ได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นได้” และ “ความหวังที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆเป็นไปได้โดยราบรื่น” ดังความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ความว่า

              ... เพราะเข้าใจว่าพระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอย่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่างๆอันเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง ...

              ... ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้น เป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล ...

              นอกจากนี้คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเองในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้เป็นเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเข้ามาทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารเป็นครั้งที่ 2 และแต่นั้นมา ความหวังที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆเป็นไปโดยราบรื่น ก็ลดน้อยลงเนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้โอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย (พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477)

              ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสวนทางกับแนววิธีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบไม่เสียเลือดเนื้อของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสิ้นเชิง คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระองค์ทรงเรียกคณะราษฎรว่า “ผู้ก่อการรุนแรง” หรือ “ผู้ก่อการยึดอำนาจ” หรือ “ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง” หรือ “คณะผู้ก่อการและผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้อง” หรือ “คณะผู้ก่อการ” เพราะพระองค์ทรงถือว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยใช้กำลังทหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นเหตุรุนแรง ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้ว” และต่อมาพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 หลังจากนั้นได้เกิดการกบฏขึ้นคือ กบฏบวรเดชเมื่อเดือนตุลาคม 2476 พระองค์ทรงระบุสาเหตุของการกบฏนี้ว่า “...เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้โอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆจึงเป็นเหตุให้มีการกบฏขึ้น...” พร้อมทั้งพระองค์ทรงชี้ให้เห็นผลลัพธ์ของกบฏบวรเดชครั้งนี้ว่า “...ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย...” และมีการปราบปรามบุคคลที่กระทำผิดทางการเมืองถือเป็นเสี้ยนหนามของแผ่นดินอย่างไม่ขาดสาย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ที่มีความรุนแรงและเสียเลือดเนื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              แก่นสาระที่สี่ คือ การคืนอำนาจปกครองสู่ประชาชน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงรักษาอยู่ใน “ความเป็นธรรมราชา” มาตลอด ใช้อำนาจปกครองประเทศแทนประชาชนด้วยความเป็นธรรมเสมอมา ครั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยใช้กำลังทหารยึดอำนาจถึงสองครั้งสองคราว พร้อมทั้งพระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า คณะรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ทรงเรียกว่า “คณะรัฐบาลและพวกพ้อง” ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรม พระองค์จึง “มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ” อันเป็นของพระองค์อยู่แต่เดิม “ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป” และทรงได้ชี้ประเด็นให้ทุกคนพึงสังวรเตือนใจอยู่เสมอว่า อำนาจทั้งหลายที่เป้นของประชาชน ประชาชนทุกคนต้องไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของตนให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนเป็นอันขาด ดังใจความหลักอมตะในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477ความหลักว่า
              
              ... ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร ... (พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477)

              ผลจากการวิเคราะห์พระราชปรัชญาและหลักการคิดของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ “เสรีภาพของประชาชน” ย่อมเป็นรากฐานสำคัญต่อการพระราชทานพระราชกุศโลบายให้การสื่อสารมวลชนได้มีเสรีภาพอย่างแท้จริง และสามารถเจริญวัฒนาแบบยั่งยืนสืบต่อไป


.................................................................................................................................................

รองศาสตราจารย์ ดร. พรทิพย์ ดีสมโชค.(2011). แนวความคิดและวิธีการสื่อสารการเมื่อง. กรุงเทพฯ : สภาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, หน้า 157-168.



No comments:

Post a Comment